โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน

จากต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม
สู่ตัวเลือกการลงทุนรูปแบบใหม่

ในยุคที่วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นประเด็น เร่งด่วนระดับโลก และแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) กลายเป็นมาตรฐานสากลในการประเมินความยั่งยืนขององค์กร ภาคการเงินไทยจึงได้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่าง เทคโนโลยีบล็อกเชนกับเป้าหมายความยั่งยืน นั่นคือ “โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน” ที่กำลังเปิดมิติใหม่ของการลงทุนที่ไม่เพียงแต่สร้างผลตอบแทนทางการเงิน แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“สำนักงาน ก.ล.ต.”) แบ่งประเภทโทเคนดิจิทัลแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ Utility Token (โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์) ที่มีลักษณะคล้ายคูปองหรือบัตรกำนัล สามารถนำไปใช้แลกซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ออกโทเคนดิจิทัลได้ และ Investment Token (โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน) ที่มีลักษณะคล้ายหลักทรัพย์ ผู้ถือครองมีสิทธิได้รับผลตอบแทนจากโครงการที่ระดมทุน เช่น ส่วนแบ่งกำไรหรือดอกเบี้ย

โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนนี้ จัดอยู่ในประเภท Investment Token ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามวัตถุประสงค์ของโครงการ:

  1. โทเคนดิจิทัลสำหรับโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Token)

เป็นโทเคนดิจิทัลที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลไปลงทุนในโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมเช่น โครงการพลังงานหมุนเวียน โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการป่าไม้และการจัดการน้ำ หรือโครงการอาคารเขียว เป็นต้น เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกนำไปใช้โดยเฉพาะในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น 

  1. โทเคนดิจิทัลเพื่อพัฒนาสังคม (Social Token)

โทเคนดิจิทัลที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลไปลงทุนในโครงการเพื่อพัฒนาสังคม 

  1. โทเคนดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Token)

โทเคนดิจิทัลที่ผู้ออกโทเคนดิจิทัลนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลไปลงทุนในโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมและโครงการเพื่อพัฒนาสังคมโดยเงินที่ระดมทุนได้จะนำไปใช้ในโครงการ ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งสองด้าน เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน โครงการพัฒนาชุมชนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือโครงการเกษตรยั่งยืน 

  1. โทเคนดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Token)

โทเคนดิจิทัลที่มีข้อตกลงและเงื่อนไขในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องดังต่อไปนี้ โดยอ้างอิงกับผลความสำเร็จหรือผลการดำเนินการตามตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของผู้ออกโทเคนดิจิทัล บริษัทในเครือ หรือโครงการ โดยผู้ออกโทเคนดิจิทัลต้องนำเงินที่ได้รับจากการเสนอขายโทเคนดิจิทัลไปใช้ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้วย 

(1) การปรับอัตราผลตอบแทน 

(2) ภาระผูกพันในการดำเนินการใด ๆ ของผู้ออกโทเคนดิจิทัล ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายหรือกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของผู้ออกโทเคนดิจิทัล บริษัทในเครือ หรือโครงการ

เปิดโอกาสให้กองทุน Thai ESG ลงทุนในโทเคนดิจิทัล 

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2025 สำนักงานก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงหลักเกณฑ์กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน  (Thailand ESG Fund: Thai ESG) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) โดยมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน:

ปรับปรุงข้อกำหนดการลงทุนในโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน 

ก.ล.ต. ปรับปรุงให้หลักเกณฑ์สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การเสนอขายโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนและหลักเกณฑ์การลงทุนของกองทุนรวมทั่วไป รวมถึงกองทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ ทำให้กองทุน Thai ESG และ Thai ESGX สามารถลงทุนในโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนได้อย่างเต็มรูปแบบ กองทุน Thai ESG มีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินของกิจการหรือภาครัฐไทยโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) โดยสามารถลงทุนใน:

    • หุ้น: บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการคัดเลือกจาก SET หรือผู้ประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลว่ามีความโดดเด่นด้าน E (Environmental) หรือ ESG 
    • ตราสารหนี้ด้านความยั่งยืน: Green Bond, Sustainability Bond หรือ Sustainability-Linked Bond ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ Investment Grade 
    • โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนกลุ่มความยั่งยืน: Green-Project Token, Sustainability-Project Token และ Sustainability-Linked Token ที่ออกตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ 

การลงทุนในกองทุน Thai ESG มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนรายบุคคล โดยสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน300,000 บาทต่อคนต่อปี สำหรับผู้ที่ซื้อหน่วยลงทุนระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2569 โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี

  1. ความโปร่งใส (Transparency): ข้อมูลทุกธุรกรรมถูกบันทึกบนบล็อกเชนและสามารถตรวจสอบได้ ทำให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่าเงินที่ระดมทุนได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์จริง 
  2. การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น (Accessibility): นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในโครงการด้านความยั่งยืนได้ง่ายขึ้น ซึ่งในอดีตอาจจำกัดเฉพาะนักลงทุนสถาบันหรือผู้มีเงินลงทุนสูง 
  3. สภาพคล่อง (Liquidity): โทเคนดิจิทัลสามารถซื้อขายในตลาดรองได้ ทำให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากกว่าการลงทุนในโครงการแบบดั้งเดิม 
  4. การแบ่งส่วน (Fractionalization): สามารถทำให้คนทั่วไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงมาก
  5. ประสิทธิภาพ (Efficiency): กระบวนการระดมทุนและการจ่ายผลตอบแทนสามารถทำได้อัตโนมัติผ่าน Smart Contract ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการดำเนินการ

ความท้าทายในการลงทุนในโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืน 

แม้โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนจะมีศักยภาพมาก แต่ยังมีความท้าทายที่ต้องพิจารณา:

  1. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี: เทคโนโลยีบล็อกเชนยังมีความซับซ้อนและอาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล 
  2. ความผันผวนของราคา: โทเคนดิจิทัลอาจมีความผันผวนของราคาสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกกลุ่ม 
  3. Greenwashing: ความเสี่ยงที่โครงการอาจอ้างว่าเป็นโครงการสีเขียวแต่ไม่ได้สร้างผลกระทบที่แท้จริงต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการมีมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดจึงมีความสำคัญ 
  4. สภาพคล่องในตลาดรอง: แม้โทเคนดิจิทัลจะสามารถซื้อขายได้ แต่ในช่วงแรกอาจมีสภาพคล่องจำกัด
  5. กฎระเบียบที่ยังพัฒนา: กรอบกฎหมายสำหรับโทเคนดิจิทัลยังคงพัฒนาอยู่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการลงทุน

ทิศทางอนาคต: จากต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมสู่โอกาสการลงทุน 

โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพาราไดม์สำคัญในการมองต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคม จากเดิมที่องค์กรมักมองว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นต้นทุนหรือภาระที่ต้องแบก ปัจจุบันได้กลายเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าและดึงดูดการลงทุนได้ 

การที่ สำนักงาน ก.ล.ต. เปิดให้กองทุน Thai ESG สามารถลงทุนในโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนได้ พร้อมให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด 300,000 บาทต่อคนต่อปี ยิ่งทำให้ตัวเลือกการลงทุนนี้น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนทั้งทางการเงินและทางสังคม 

สำหรับประเทศไทยที่ตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2065 การพัฒนาตลาดการเงินสีเขียวผ่านโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนจะเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการที่จำเป็นในการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ 

นักลงทุนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Millennials และ Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดนี้ให้เติบโตในอนาคต โทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรมทางการเงิน แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับสังคมและโลกใบนี้

อ้างอิง 

scroll to top